www.paccothai.com             ติดต่อเรา      
     
 
 
ตับ และตับอ่อน สำคัญอย่างไรกับสุขภาพกุ้ง ?
 
 

  ตับและตับอ่อน (Midgut Gland หรือ Hepatopancreas) มีลักษณะเป็นพูขนาดใหญ่ 2 พู อยู่ในช่องว่างของส่วนหัวบริเวณด้านหลัง ของกระเพาะอาหาร โดยมีลำไส้ผ่านกลางไปออกด้านท้ายของตับ มีช่องติดต่อกับกระเพาะอาหารส่วนท้าย อาหารที่ย่อยละเอียดจากกระเพาะอาหาร จะผ่านทางช่องนี้เข้า primary duct ของตับซึ่งอยู่รอบลำไส้ ท่อของตับและตับอ่อนแต่ละท่อ พบเซลล์บุผนังท่อ 4 ชนิด คือ

  • E-cell (Embryonic cell) : เป็นเซลล์ที่ยัง ไม่พัฒนา (undifferentiated cell) มีขนาดเล็กที่สุด พบอยู่บริเวณส่วนของปลายท่อ มักพบว่ากำลังแบ่ง เซลล์อยู่ด้วย
  • F-cell (Fibrillar cell หรือ Dark cell) : มีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ พบกระจายอยู่เกือบตลอดความยาวของท่อ ยกเว้นที่ปลายท่อจะพบร่วมกับ R-cell และ B-cell มีหน้าที่สังเคราะห์และ หลั่งเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหาร
  • R-cell (Resorption cell หรือ Light cell) : เป็นเซลล์รูปร่างสี่เหลี่ยมทรงสูงมีไขมันจำนวนมากสะสมอยู่ในไซโตพลาสซึ่ม พบหนาแน่นบริเวณจุดเริ่มต้น ของท่อ(Origin region) เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ดูดซึม และสะสมอาหารประเภทไขมัน
  • B-cell (Blister-like cell หรือ Vacuolated cell) : เป็นเซลล์ที่มี Vacuole ขนาด ใหญ่ในไซโตพลาสซึ่ม ทำให้เห็นไซโตพลาสซึ่มเป็นชั้นบางๆ หุ้ม Vacuole อยู่ พบหนา แน่นบริเวณส่วนต้นของท่อ เชื่อว่าเป็นเซลล์ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ และหลั่งเอ็นไซม์ ลักษณะโครงสร้าง, จำนวน และตำแหน่งของ เซลล์ตับและตับอ่อนจะแตกต่างกัน กุ้งที่แข็งแรงจะพบ R-cell มากที่สุด เนื่องจากเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ และมีไขมันใน ไซโต พลาสซึ่มมาก B-cell จะพบค่อนข้างน้อย ส่วน F-cell พบกระจายเกือบตลอดความยาว ของท่อ กุ้งที่ไม่สมบูรณ์ R-cell จะมีขนาดเล็กลง B-cell มีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจะพบที่จุดเริ่มต้น ของท่อด้วย ส่วน F-cell ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ากุ้งอดอาหารนานๆ เข้าจะไม่พบไขมันใน R-cell และ F-cell มีขนาดเล็กลงขณะที่ B-cell จะพบมากที่สุด โดยสรุปคือ ตับ และตับอ่อน ทำหน้าที่ผลิต และ หลั่งเอ็นไซม์โดยF-cell ทำหน้าที่ย่อย และ ดูดซึมโดย B-cell สะสมอาหารในรูปไขมันใน R-cell   ( อนุตรา อัครจามร, 2534 ; ดร. ยอดยิ่ง เทพธรานนท์, 2540)
         

ความสำคัญของตับและตับอ่อน

      ตับ และตับอ่อน มีความสำคัญอย่างมากในการควบคุมระบบการเผาผลาญอาหารภายในร่างกาย นอกจากตับจะทำหน้าที่สังเคราะห์ และหลั่งเอ็นไซม์ เพื่อช่วยในการย่อยและการดูดซึมแล้ว ตับยังทำหน้าที่เป็นที่เก็บ และกำจัดสารพิษอีกด้วย ตับและตับอ่อน เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบทางลบได้ง่าย สามารถถูกทำลายโดยสารพิษ , มลพิษ , ความเครียด , ความไม่สมดุลย์ของสารอาหาร , คุณภาพของอาหารไม่เพียงพอ รวมถึง การใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นระยะเวลานานๆ สารเคมีที่กุ้งได้รับจะเป็นตัวกระตุ้น ที่ทำให้ตับ และ ตับอ่อนเสื่อมสภาพได้ง่าย ดังนั้นการได้รับ "สารอาหาร" ที่เหมาะสมและครบถ้วนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการบำรุงรักษา "ตับ" ให้สมบูรณ์
  

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับตับและตับอ่อน

  • ตับและตับอ่อนช่วยควบคุมการทำงานของระบบ ต่างๆ ภายในร่างกาย
  • เมื่อตับและตับอ่อนมีความสมดุลย์ ทั้งระบบการย่อย และระบบการหมุนเวียนของกุ้ง ก็จะสมบูรณ์
  • ตับและตับอ่อนเป็นอวัยวะที่เสื่อมสภาพได้ง่าย
  • ตับและตับอ่อนมีความสำคัญ ต่อระบบการหมุนเวียนของเลือด เป็นอวัยวะที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และช่วยฟอกเม็ดเลือดให้สะอาด
  • ความสมดุลย์ของตับ มีความสำคัญต่อความ สมบูรณ์ของร่างกายตับที่สมบูรณ์ ช่วยให้เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
  • สภาวะของเลือดที่อยู่ภายในตับมีผลต่อการสร้างเปลือก ถ้าขาดเลือดเปลือกจะนิ่ม และถ้าเลือดมีปริมาณที่พอดี เปลือกและเนื้อเยื่อจะแข็งแรง
  • ตับที่ติดเชื้อโรค มีผลกระทบต่อกิจกรรมต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง สรีระวิทยาของเม็ดเลือด
  • กุ้งเกิดความเครียด ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตับ เสื่อมสภาพ ความผิดปกติของตับทำ ให้กุ้งป่วยกินอาหารลดลง โตช้า ภูมิต้านทานโรคลดลง มีผลทำให้เชื้อโรคต่างๆ เข้า แทรกซ้อนได้ง่าย
  • ตับที่ผิดปกติ มีผลต่อการย่อยอาหาร และการดูดซึม ทำให้ลำไส้อุดตัน, เกิดแผลที่ลำ ไส้ และกระเพาะอาหาร
  • ตับมีผลต่อสุขภาพ และความสมบูรณ์ของร่างกาย ตับที่ปกติจะมีผลดีต่อ หัวใจ, ลำไส้ และอวัยวะสำหรับการย่อยอาหาร ทุกส่วน

      การที่กุ้งได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และเหมาะสม ไม่ได้หมายความว่ากุ้งได้กินอาหารและย่อยได้เท่านั้น แต่หมายถึงขบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของสารอาหาร โดยตับให้สารอาหารเหล่านั้นอยู่ในรูปของสารประกอบชีวเคมี ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่กุ้งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อขบวนการเผาผลาญอาหาร (Metabolism) ของกุ้ง กุ้งที่มีตับและตับอ่อนแข็งแรงสมบูรณ์ จะมีระบบการย่อย อาหารที่ดี สุขภาพแข็งแรง และ ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ สารพิษ หรือสารเคมีที่เข้าไปสะสมอยู่ที่ตับกุ้ง ในปริมาณมาก จะทำให้กุ้งกินอาหารลดลง อาหารที่กุ้งกินไม่ย่อยกุ้งเครียด ติดเชื้อโรคได้ง่าย โรคที่เกี่ยวกับตับ และตับอ่อนในกุ้ง เนื่องจากการเสื่อมสภาพของตับ ได้แก่ ตับลีบ ตับฝ่อ ตับอักเสบ ตับบวม ตับโต ตับติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น
 

หน้าที่หลักของตับและตับอ่อน

  • ผลิตและหลั่งน้ำย่อย (enzyme secretion) เพื่อย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร โดย F-cell ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำย่อย
  • ดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้ว โดย R-cell ทำหน้าที่เก็บอาหาร ดูดซับไขมันรวมทั้งการเผา ผลาญไขมันและการนำไปใช้
  • ช่วยเปลี่ยนฮอร์โมนสำหรับการลอกคราบ ให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ (active form) ช่วยควบคุมกลไกทางชีวเคมี ในการลอกคราบ ถ้ากุ้งไม่สามารถเปลี่ยนฮอร์โมน ให้อยู่รูปที่ทำงานได้ในปริมาณ ที่เพียงพอ กุ้งจะกินอาหารลดลง ไม่สามารถสะสมสารอาหาร เพื่อใช้ในการลอกคราบ ทำให้กุ้งลอกคราบไม่ออก เปลือกนิ่ม เปลือกไม่แข็ง กินกันเอง และเชื้อโรคเข้าแทรกซ้อนได้ง่าย
  • ช่วยควบคุมการเผาผลาญโปรตีน (protein metabolism) โดยเปลี่ยนโปรตีนให้เป็น กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
  • ตับช่วยในการสังเคราะห์ วิตามิน บี คอมเพล็กซ์ (Carnitine) จากกรดอะมิโนไลซีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวพาไขมัน ไปยังเซลล์ไมโตคอนเดรีย เพื่อสร้าง พลังงานให้กับร่างกาย
  • กระตุ้นการทำงานของวิตามินบีให้ทำหน้าที่เป็นสารช่วยย่อย (Co-enzyme) โดยทั่วไปแล้ว ตับจะเปลี่ยนสารอาหารทุกชนิด ให้อยู่ในรูปที่สามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้โดยง่ายสารอาหารทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นวิตามิน , แร่ธาตุ หรือกรดอะมิโน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยขบวนการทางชีววิทยา ให้อยู่ในรูปของสารชีวเคมีเพื่อเก็บสะสม ขนส่ง และนำไปใช้ ในขบวนการเผาผลาญภายในเซลล์ ถ้าตับไม่สามารถเปลี่ยนสารอาหาร ให้อยู่ในรูป สารประกอบชีวเคมีได้ กุ้งจะไม่สามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ และอาจกลายเป็นสารพิษ สำหรับร่างกายอีกด้วย
  • ช่วยสะสมเกลือแร่ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับกุ้ง
  • ช่วยเปลี่ยนไขมันให้เป็นไกลโคเจนในขบวนการเผาผลาญไขมัน เมื่อมีการสะสมไขมันในปริมาณที่มากเกินพอ ไขมันจะถูก เปลี่ยนเป็นไกลโคเจน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย
  • ตับจะเปลี่ยนกรดไขมันที่จำเป็น เช่น กรดลิโนเลอิก ให้อยู่ในรูปไลโพโปรตีน (lipoprotein) และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ไปยังเซลล์ต่างๆ ของ ร่างกายที่จำเป็นต้องใช้กรดไขมัน
  • ช่วยในการกำจัดสารพิษและขับถ่ายของเสีย ออกจากร่างกาย โดย F-cell จะผลิตน้ำย่อย เพื่อกำจัดสารพิษ และของเสีย
  • ช่วยในการกำจัดแอมโมเนียซึ่งเป็นของเสีย จากขบวนการเผาผลาญโปรตีนออกจาก ร่างกาย ซึ่งมีกรดอะมิโนอาร์จินีน และออธีนีน เป็นตัว ควบคุมปริมาณแอมโมเนียในร่างกาย
  • ทำหน้าที่กระจายสารอาหารที่ย่อยแล้ว ไปยังเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะเปลือก ในขณะลอกคราบ
     

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับและ ตับอ่อนอักเสบ (Hepatopancreatitis)

   อาหาร
คุณภาพของอาหาร ซึ่งอาจเนื่องมาจาก คุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ , ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน, สารอาหารไม่สมดุลย์ อาหาร ที่มีไขมันมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการสะสมไขมันในตับเกิดไลปิดเปอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็น สารยับยั้งการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และทำลายผนังเซลล์ตับ
   มลพิษ
สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น มีสารพิษ และสารเคมีที่เป็น พิษปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น โลหะหนักบางชนิด, ตะกั่ว , แอมโมเนีย, ซัลเฟอร์ออกไซด์, ไนโตรเจนออกไซด์, และ แคดเมี่ยม เป็นต้น
   เชื้อโรคต่างๆ
แบคทีเรีย, เชื้อรา, โปรโตซัว, ไวรัส และ สาหร่ายบางชนิด จะผลิตสารพิษ ที่ทำลายเซลล์ตับและตับอ่อนของกุ้ง
   ยาฆ่าแมลง
ดีดีที, อัลดริน, คลอเดน, ไดออกซิน และท็อกซาฟีน เป็นสาเหตุของตับถูกทำลายเรื้อรัง เนื่องจากยาฆ่าแมลงเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะสะสมอยู่ในไขมันในกุ้งได
   การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานานๆ
ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ มีผลกระทบ โดยตรงต่อการทำลายตับแบบเรื้อรัง
 

ปัญหาที่พบเนื่องจากความผิดปกติของ ตับและตับอ่อน

  1. การเผาผลาญไขมันผิดปกติ: มีไขมันสะสมในปริมาณมาก ขบวนการเผาผลาญอาหารช้าลง มี ไขมันสะสมที่ตับ
  2. ระบบการย่อยอาหารมีปัญหา : อาหารไม่ย่อย เกิดตะกอนในลำไส้
  3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท : ส่งผลไปถึงการ ลอกคราบ
  4. ภูมิคุ้มกันโรคลดลง : เกิดโรคติดเชื้อได้ง่าย
  5. การหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ : ลอกคราบไม่ออก เปลือกหลวม ตัวสีฟ้า
  6. กุ้งอ่อนแอ ไม่กินอาหาร โตช้า
     

การบำรุงรักษาสุขภาพตับและตับอ่อน

  1. ควบคุมคุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในบ่อให้ เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้ง
  2. ให้กุ้งได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เสริมด้วย เอ็นไซม์, วิตามิน ซี, ยาต้านจุลชีพ และ สารต้านไวรัส
  3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักเกินไป ให้กุ้งได้รับไขมันที่ประกอบไป ด้วยกรดอะมิโน ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น น้ำมันปลา (fish oil), เลซิติน ซึ่งจะช่วยบำรุงรักษาตับและตับอ่อน โดยทำให้ผนังเซลล์ ของตับและตับอ่อนสมบูรณ์แข็งแรง
  4. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช เป็นต้น
  5. ให้กุ้งได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เสริมด้วยวิตามิน บี 12, ธาตุเหล็ก, กรดอะมิโนทอรีนและ คาร์นิทีน เพื่อให้ขบวนการ เผาผลาญอาหารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  6. เสริมอาหารที่จำเป็นสำหรับตับและตับอ่อน อย่างสม่ำเสมอ เช่น วิตามิน ,กรดอะมิโน ,สารต้านการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน (antioxidant) เช่น เบต้าแคโรทีน ,แร่ธาตุ ,กรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันปลา ,สารประกอบซัลเฟอร์จากธรรมชาติ ( Natural sulphur compound)
  7. การที่กุ้งได้รับ ยาต้านจุลชีพเข้าไป ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่ม ความต้านทาน เชื้อโรคในระบบ ทางเดินอาหาร
  8. การตรวจสุขภาพกุ้ง การใช้ยา และสารเคมี ควรใช้อย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ

      สารบำรุงตับที่ดีควรมีส่วนผสมของสารจากธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันในการบำรุงรักษาตับและตับอ่อนให้แข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมที่จะทำหน้าที่ อย่างเต็มประสิทธิภาพ
 

สารอาหารที่ช่วยบำรุงตับ และตับอ่อน

  • กรดอะมิโน (Amino acids)  มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และช่วยในการกำจัดสารพิษ และยาออกจากร่างกาย ทำให้สารอาหารที่มีประโยชน์สามารถย่อย และดูดซึมภายในตับ ได้อย่างสมบูรณ์
    • กลูตามีน ช่วยในขบวนการกำจัดสารพิษ (detoxification) ช่วยบำรุงรักษาลำ ไส้ ช่วยป้องกัน ไม่ให้สารพิษ ถูกดูดซึมกลับไปที่ตับได้อีก และยังมีความสำคัญ สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสอีกด้วย กลูตามีนจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดกลูตามิก เมื่อรวมกับกรดอะมิโนซีสเตอีน และกรดอะมิโนไกลซีน จะได้กลูตาไธออน (Glutathion) ซึ่งมีความสำคัญ ในการปกป้องตับจากสารพิษ เช่นยา และสารเคมี
    • ไกลซีน เป็นกรดอะมิโนที่ทำหน้าที่ทางชีวเคมี ในการกำจัดสารพิษออกจากตับ
    • ทอรีน ช่วยในการกำจัดสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ออกจากร่างกาย กรดอะมิโนทอรีน คือ ซัลเฟอร์จับกับกรดอะมิโน ซึ่งมีความสำคัญต่อตับอย่างมาก ตับที่มีไขมันสะสมอยู่มากเกินไปทอรีนจะทำหน้าที่ช่วยให้ตับขับไขมันส่วนเกิน ออกจากร่างกายได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ ทอรีน ยังเป็นตัวควบคุมการขนส่งเกลือแร่ระหว่างเซลล์ และควบคุมสัดส่วน ของประจุไฟฟ้าที่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ อีกด้วย
    • ซีสเตอีน เป็นกรดอะมิโนที่ประกอบด้วย ซัลเฟอร์ เป็นสารตั้งต้นของ กลูตาไธออน ซึ่งจำเป็นต่อการทำลาย องค์ประกอบของสารพิษต่างๆ
       
  • สารต้านการทำปฏิกริยาของออกซิเจน (antioxidant)  สามารถทำลายอนุมูลอิสระ(free radicals) ช่วยในการกำจัดสารพิษ และป้องกันเซลล์ทุกเซลล์ ภายในร่างกายจากสารพิษ โดยเฉพาะเซลล์ตับ
    • วิตามิน ซี ช่วยลดความรุนแรงจากการ ที่ตับถูกทำลายเนื่องจากได้รับสารเคมีมากเกิน และช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน
    • วิตามิน อี ทำหน้าที่ต้านการเติมออกซิเจนในไขมัน ช่วยป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายวิตามิน อี เป็นตัวป้องกันเยื่อบุผนังเซลล์ตับได้ดีที่สุด
    • เบต้า-แคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน เอ ซึ่งเบต้า-แคโรทีน จะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ ที่ผนังลำไส้ระหว่างการดูดซึม วิตามิน เอ ทำหน้าที่ สร้างเซลล์ใหม่ ทำให้การลอกคราบ และการสร้างเปลือกเป็นไปอย่างปกติ
       
  • กลุ่มวิตามิน บี
    • ไทอะมีน (วิตามิน บี 1) ทำหน้าที่เป็นสารต้านการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน ช่วยลดความเป็นพิษจากสารพิษสารเคมี และยาปฏิชีวนะ บางชนิด
    • ไรโบฟลาวิน (วิตามิน บี 2) ช่วยกำจัด สารพิษออกจากตับและช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
    • นิโคตินามายด์ ( วิตามิน บี 3) ช่วยกำจัดสารพิษออกจากตับและช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย
    • แคลเซียม แพนโทธิเนต (วิตามิน บี 5) ช่วยกระตุ้นการกำจัดสารพิษในกรณีที่ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อโรค กุ้งจึงต้องการเพิ่มมากขึ้น
    • ไพริดอกซีน (วิตามิน บี 6) ช่วยกำจัดพิษ และช่วยยับยั้งการสร้างสารพิษในร่างกาย
    • ไซยาโนโคบาลามิน ( วิตามิน บี 12) ช่วยป้องกันระบบประสาทเป็นแหล่งพลังงาน ให้กับระบบประสาทและช่วยลดความเครียด ช่วยกำจัดสารพิษและช่วยสร้างฮอร์โมน
    • กรดโฟลิก ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย ช่วยกำจัดสารพิษออกจากตับ
    • ไบโอติน เป็นวิตามิน บี ชนิดหนึ่ง ที่ผลิต บริเวณสำไส้เล็ก โดยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ตับที่ขาดไบโอติน จะทำให้พลังงานในการกำจัดสารพิษ และยาปฏิชีวนะออกจากร่างกายลดลง
    • อินโนซิทอล มีความสำคัญในการ เผาผลาญไขมัน และช่วยกำจัดไขมันออกจากตับ
       
  • เลซิติน ประกอบไปด้วย กรดไขมันจำเป็น ที่เป็นส่วนประกอบของเยื้อหุ้มเซลล์ และฟอสฟาทิดิลโคลีน ซึ่งช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์ตับแข็งแรง เลซิติน ช่วยให้การเผาผลาญไขมันที่ตับเป็นไปอย่างสมบูรณ์
     
  • ธาตุสังกะสี เป็นสารต้านการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน และเป็นส่วนของเอ็นไซม์ Superoxide dismutase (SOD) มีหน้าที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยในการต่อต้าน เชื้อไวรัสเชื้อรา และพาราไซด์
 

Copyright © 2008  Planet Aquatic Chemical Co.;LTD.